มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
สมัครเรียน

10 ตุลาคม 2567 วันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day)

วันที่ 10 ตุลาคมถูกเลือกเป็นวันสุขภาพจิตโลกเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของสุขภาพจิตและเพื่อเรียกร้องให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตทั่วโลก วัตถุประสงค์ของการกำหนดวันดังกล่าวคือ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพจิตต่าง ๆ และส่งเสริมการสนับสนุนการดูแลสุขภาพจิต

ประวัติความเป็นมา

วันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) ได้รับการริเริ่มจากองค์การสหพันธ์สุขภาพจิตโลก (World Federation for Mental Health : WFMH) ร่วมกับสมาคมนานาชาติ เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย (International Association for Suicide Prevention : IASP) สนับสนุนโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เกิดขึ้นครั้งแรกวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2535

วันสุขภาพจิตโลก จึงเป็นวันที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลปัญหาสุขภาพจิตทั่วโลกร่วมจัดกิจกรรมเสวนา หรือฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตและผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยวันสุขภาพจิตโลกได้รับการเฉลิมฉลองเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งในช่วงแรก ๆ ยังไม่มีธีมเฉพาะเจาะจงอื่นใด นอกจากการส่งเสริมการรณรงค์ด้านสุขภาพจิตทั่วไปและการให้ความรู้แก่ประชาชน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 วันสุขภาพจิตโลกได้รับการเฉลิมฉลองด้วยหัวข้อเป็นครั้งแรก โดยมีหัวข้อคือ การปรับปรุงคุณภาพบริการสุขภาพจิตทั่วโลก และหลังจากนั้นในแต่ละปีก็จะมีธีมเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างกันไป เช่น ปัญหาสุขภาพจิตในสตรี (พ.ศ. 2539), ปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก (พ.ศ. 2540), เยาวชนและสุขภาพจิตในโลกที่เปลี่ยนแปลง (พ.ศ. 2561) การส่งเสริมสุขภาพจิตและการป้องกันการฆ่าตัวตาย (พ.ศ. 2562) และการส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนเป็นลำดับความสำคัญระดับโลก (พ.ศ. 2565) เป็นต้น

วันสุขภาพจิตโลก 2567 (World Mental Health Day 2024)

สำหรับประเด็นหลักในวันสุขภาพจิตโลก ปี พ.ศ. 2567 หรือ World Mental Health Day 2024 คือ สุขภาพจิตในที่ทำงาน (Mental Health at Work) โดยองค์การอนามัยโลกได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างสุขภาพจิตและการทำงาน สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ สามารถทำหน้าที่เป็นปัจจัยป้องกันสุขภาพจิตได้ ทั้งนี้ สภาพที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต เช่น การถูกทำให้อับอาย การเลือกปฏิบัติ และการเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การถูกคุกคามและสภาพการทำงานที่ย่ำแย่อื่น ๆ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต คุณภาพชีวิตโดยรวม และส่งผลต่อการมีส่วนร่วมหรือประสิทธิภาพในการทำงาน เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาถึง 60% ของแต่ละวันอยู่ในที่ทำงาน จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อให้แน่ใจว่างานป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต และปกป้องและสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน

ร่วมส่งเสริมสุขภาพจิตในที่ทำงานจากงานวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า 42% ของพนักงานทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการมีสุขภาพจิตที่แย่ลงตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด-19 และนายจ้างกว่า 90% กล่าวว่าโควิด-19 มีผลต่อ Well-being หรือ ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน หากคุณกำลังรู้สึกว่า Well-being ในที่ทำงานของคุณนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้เพื่อช่วยเพิ่มระดับ Well-being ในที่ทำงานและเพื่อที่จะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้

1. มีการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตในที่ทำงานของคุณอย่างมาก เพราะความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้คุณเห็นคุณค่าในตนเอง เปิดโอกาสให้คุณได้แบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ กับผู้อื่น เพื่อนร่วมงานยังสามารถให้การสนับสนุนทางอารมณ์กับคุณ และคุณก็สามารถเป็นคนที่ให้การสนับสนุนทางอารมณ์กับผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเพิ่มการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน คุณอาจทำสิ่งเหล่านี้:

*ใช้เวลากินข้าวกับเพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศ

*ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการติดต่อกันเมื่อต้องทำงานแบบระยะไกล

*ให้ความช่วยเหลือกับเพื่อนร่วมงานที่กำลังต้องการการสนับสนุน

2. เคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆการเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของคุณเท่านั้น หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวร่างกายสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของคุณได้โดยช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ช่วยให้ได้คุณกำหนดเป้าหมายหรือความท้าทายและบรรลุเป้าหมายนั้น และการออกกำลังกายหรือการขยับตัวยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง ซึ่งสามารถช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของคุณไปในทางบวกได้ คุณสามารถทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นกิจวัตรได้โดย:

*ลุกออกจากที่นั่งเพื่อยืดเหยียดร่างกายบ้างขณะทำงาน

*ใช้การเดินแทนที่จะใช้รถเมื่อต้องไปสถานที่ใกล้ ๆ

*ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง เช่น คุณจะออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์

3. เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทั้งในและนอกสถานที่ทำงานสามารถปรับปรุงสภาพจิตใจของคุณให้ดีขึ้นได้โดยเพิ่มความมั่นใจและความนับถือในตัวเอง ช่วยสร้างความรู้สึกของการมีเป้าหมายในการทำงานและการใช้ชีวิต และช่วยให้คุณมีการเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้ดีมากยิ่งขึ้น คุณอาจใช้วิธีเหล่านี้ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ:

*ลองรับผิดชอบหน้าที่ใหม่ในที่ทำงาน เช่น การให้คำปรึกษากับพนักงานรุ่นน้อง

*ทดลองงานอดิเรกใหม่ ๆ ที่คุณรู้สึกว่าน่าสนใจและมีความท้าทาย

*สมัครเรียนคอร์สออนไลน์ เช่น การเรียนภาษาใหม่หรือทักษะใหม่ที่ใช้งานได้จริง

4. รู้จักให้ผู้อื่นการให้และความมีเมตตา ซึ่งอาจเป็นการแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อผู้อื่น หรือการกระทำที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น การเป็นอาสาสมัครในชุมชน สามารถช่วยให้สุขภาพจิตของคุณดีขึ้นได้โดยสร้างความรู้สึกในเชิงบวกและความรู้สึกของการได้รับรางวัล ให้ความรู้สึกถึงการมีจุดมุ่งหมายและคุณค่าในตัวเอง และช่วยให้คุณมีโอกาสในการเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ มากขึ้น คุณสามารถเริ่มทำสิ่งนี้ได้ด้วยวิธีเหล่านี้:

*ให้การชื่นชมยอมรับกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าคนเก่ง

*ใช้เวลากับเพื่อนร่วมงานที่ต้องการความช่วยเหลือหรือต้องการการรับฟัง

*แบ่งปันความรู้หรือทักษะที่มีกับเพื่อนร่วมงานเพื่อช่วยให้พวกเขาได้พัฒนา

5. มีสติอยู่กับปัจจุบันการจดจ่ออยู่กับช่วงเวลาปัจจุบันทั้งความคิด ความรู้สึก ร่างกาย และสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณมากขึ้น สามารถช่วยพัฒนาสุขภาพจิตของคุณได้ การมีสติสามารถช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น และยังสามารถช่วยให้คุณรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น คุณสามารถฝึกให้ตัวเองมีสติมากยิ่งขึ้นด้วยการทำสิ่งเหล่านี้:

*จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน

*เริ่มต้นวันใหม่ในทุก ๆ วันด้วยการนั่งสมาธิเพียง 10 นาที

*จดจ่อกับงานทีละงานและทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งรบกวน

*จดบันทึกความรู้สึกและความคิดเมื่อรู้สึกวุ่นวายใจ

สุขภาพจิตของคุณเป็นส่วนสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ในที่ทำงาน สุขภาพจิตที่ดีจะนำไปสู่ความสามารถในการรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น การมองตัวเองในเชิงบวก ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง การทำงานที่ดีขึ้น จนไปถึงการมีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นอีกด้วย ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเริ่มหันกลับมาใส่ใจสุขภาพจิตและ Well-being ของคุณ

Admin Hope and Happy Room

คณะพยาบาลศาสตร์

อ้างอิง kapook.com และ https://blog.happily.ai/